![]()
|
| แต่ยิ่งเวลาผ่านไป ถึงกฎหมายจะใช้บังคับมาแล้วถึง 13 ปี หากปัญหาละเมิดลิขสิทธิ์ก็ไม่ลดน้อยหรือถอยหายลงไปด้วย
อาจเป็นเพราะต้องใช้ความร่วมมือหลายฝ่าย ผู้ใช้ที่ต้องตระหนักว่าไม่ควรเลือกใช้ของละเมิดลิขสิทธิ์
การกวดจับ ความเอาจริงเอาจังในการดำเนินคดี ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก เจ้าของหรือผู้เกี่ยวข้องในการดูแลผลงานที่ออกมาจึงเลือกที่จะปกป้องดูแลตัวเอง เช่น การส่งทีมออกไปตรวจจับ หรือไม่ก็ต้องคิดวิธีที่ต้องบอกให้ผู้กำลังลักลอบละเมิดลิขสิทธิ์อยู่ได้รู้ว่า หากยังละเมิดอยู่ก็มีผลไปถึงการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้ บริษัท วิทยพัฒน์ ผู้ผลิตตำราเรียนในระดับอุดมศึกษาและหนังสือวิชาการ เริ่มต้นในธุรกิจนี้มาตั้งแต่ปี 2538 มีผลงานการตีพิมพ์ออกมาหลายร้อยเล่ม โดยแต่ละผลงานพิมพ์นั้นได้การยอมรับจากทั้งอาจารย์ผู้สอน และนิสิต นักศึกษา นำไปใช้เป็นตำราเรียน หรือแม้กระทั่งการนำไปศึกษาหาความรู้ด้วยตัวเองก็มีผู้สนใจจำนวนมาก ทำให้ยอดการขายหนังสือตำรา หนังสือวิชาการที่ตีพิมพ์ออกมา มียอดจำหน่ายที่น่าพอใจ ขณะเดียวกันด้วยความนิยมในตำรับตำราที่พิมพ์โดยวิทยพัฒน์ เมื่อเป็นที่นิยมขึ้นมาทำให้เป็นช่องทางของผู้ที่จะหาผลประโยชน์ตรงนี้ โดยไม่คิดลงทุนด้านมันสมอง เพียงลงทุนซื้อเครื่องถ่ายเอกสาร สต๊อกกระดาษขนาดเอ 4 ตั้งเป็นรีมๆ กองสูงท่วมเพดาน รับจ้างถ่ายเอกสาร ก็สามารถทำมาหากินจากมันสมองของผู้อื่นได้แล้ว สาธิต อุรุวงศ์วณิช ผู้ก่อตั้งบริษัท วิทยพัฒน์ และปัจจุบันยังเป็นผู้บริหาร ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ เล่าให้ฟังถึงสถานการณ์การนำตำราที่ผลิตโดยบริษัทไปถ่ายเอกสาร ว่า การถ่ายเอกสารตำราเรียนมีวิวัฒนาการของตัวเองอยู่เป็นลำดับเช่นกัน ในยุค 20-30 ปีก่อน ตำราอาจจะหาซื้อเป็นเล่มยาก บางครั้งก็เป็นตำรามาจากต่างประเทศ ไม่ได้มีจำหน่ายในเมืองไทยมากนัก แต่การศึกษาก็จำเป็นต้องมีตำราเหล่านั้นมาประกอบความรู้ความเข้าใจในการเรียนการสอนมากขึ้น ก็จะมีการถ่ายเอกสารในบางบท เพื่อมาใช้กันในห้องเรียนระดับอุดมศึกษา
การตั้งตัวทำมาหากินโดยไม่สนใจว่าทั้งอาจารย์ผู้เขียนตำราและผู้ผลิตตำราจะได้รับผลกระทบนี่เอง จึงทำให้ บริษัท วิทยพัฒน์ ต้องให้ความสำคัญในการคิดเทคนิคระบบป้องกันการถ่ายเอกสารหรือสำเนาเอกสารขึ้นมา บริษัทใช้เวลาคิดค้นหาเทคนิคอยู่ 3 ปี และขณะนี้เทคนิคนี้ได้ถูกนำมาใช้กับการพิมพ์ตำราบางส่วนของบริษัทในปี 2550 แล้ว และเทคนิคดังกล่าวถือเป็นหนึ่งเดียวในโลกที่นำมาใช้ อย่างไรก็ตาม ความเป็นหนึ่งเดียวนี้ สาธิต บอกว่า ไม่ได้เป็นสิ่งที่แปลกหรือแตกต่าง หรือบริษัทมีบุคลากรที่เก่งกว่าหลายประเทศทั่วโลก แต่เป็นเพราะประเทศอื่นเขาไม่เป็นกัน เขาไม่ละเมิดลิขสิทธิ์การถ่ายเอกสารตำราเรียนกันจนเป็นธุรกิจที่ทำรายได้ให้อย่างมากมายเหมือนในประเทศไทย จนทำให้ต้องมาคิดหาวิธีป้องกันการถ่ายสำเนาเอกสาร ตำราป้องกันการถ่ายเอกสารนี้ ถือเป็นเทคโนโลยีการพิมพ์ล่าสุดที่คิดค้นโดยทีมงานวิทยพัฒน์ โดยตำราที่ถูกจัดพิมพ์ด้วยระบบป้องกันการถ่ายเอกสารนี้ เมื่อถูกนำไปถ่ายเอกสารจะทำให้เอกสารที่ได้จากการถ่ายด้วยเครื่องถ่ายเอกสารมีข้อความแจ้งเตือน “การถ่ายสำเนาเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์“ ปรากฏในตัวสำเนา ซึ่งเป็นทั้งการแจ้งเตือนและจะไปรบกวนการอ่าน โดยข้อความแจ้งเตือนนี้ไม่สามารถลบทิ้งไปได้ โดยถ้าซื้อตำราไปจะเห็นว่าบางหน้าจะมีสีฟ้า ส่วนที่เป็นสีฟ้านี่เอง เมื่อหากมีการนำไปถ่ายเอกสารก็จะปรากฏข้อความเตือนขึ้นมาว่า “การถ่ายสำเนาเล่มนี้มีความผิดทางอาญา” ซึ่งในการใช้ตำราที่เป็นการพิมพ์ออกมาเป็นรูปเล่มถูกต้อง ข้อความเหล่านี้แทบจะมองไม่เห็นเลย แต่เมื่อใดที่ถูกนำไปถ่ายเอกสารก็จะปรากฏข้อความออกมาทันที “วิทยพัฒน์ไม่ได้คิดที่จะเปิดศึกกับกลุ่มผู้ประกอบอาชีพรับถ่ายเอกสาร ที่เอาตำราไปถ่ายทั้งเล่มแล้วเตรียมขาย แต่จุดประสงค์ที่คิดเทคนิคการพิมพ์นี้ขึ้นมา ประการแรก เพื่อให้อาจารย์ นักวิชาการ ที่วางใจมาพิมพ์ตำราร่วมกับวิทยพัฒน์ เห็นความตั้งใจที่บริษัททำงานร่วมด้วยหาวิธีที่จะป้องกัน เพราะไม่เช่นนั้นนักวิชาการก็เกิดความท้อถอย กว่าจะเขียนตำราออกมาได้สักเล่มหนึ่ง ต้องใช้เวลา ใช้ความรู้ ต้องใช้การค้นคว้า แต่กลับถูกนำไปถ่ายเอกสารขายง่ายๆ เสียอย่างนั้น ใครจะมีกำลังใจ นี่คือเรื่องสำคัญจนเป็นเหตุให้คิดเทคนิคขึ้นมา” สาธิตย้ำว่า เขาคงไม่ถึงขั้นที่จะต้องไปไล่ตามจับผู้ที่ยังคงละเมิด เพราะคงเป็นเรื่องใหญ่ ต้องใช้ทั้งความร่วมมือและเวลา แต่สิ่งที่บริษัททำ หวังจะได้เห็นการกระตุ้นสำนึก อย่างน้อยที่สุดก็ในผู้ที่จะนำไปใช้ เมื่อเห็นข้อความที่รบกวนสายตาคงไม่ต้องการใช้งาน และนำไปสู่การตระหนักในลิขสิทธิ์ของผู้อื่นมากขึ้น เพราะจะว่าไปแล้วกฎหมายก็คือกฎหมาย เป็นเครื่องมือที่ดีในการให้ความยุติธรรมกับคนในสังคม แต่ในที่สุดแล้วสามัญสำนึกต่างหากที่ควรรณรงค์ ถ้าสามัญสำนึกดีแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายใดมาควบคุม
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วยังจะเลือกใช้สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์อีก ก็คงไม่รู้จะบอกว่าอย่างไร โพสต์ทูเดย์ Section: Magazine 15 สิงหาคม 2550 |



